ในปี 2567 บริษัทฯ มีการประเมินประเด็นที่เป็นสาระสำคัญด้านความยั่งยืน โดยพิจารณาจากบริบทองค์กร ความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากปัจจัยภายใน

และปัจจัยภายนอก ที่อาจมีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ และประเด็นด้านความยั่งยืนในธุรกิจเดียวกัน เพื่อนำมากำหนดนโยบาย และ กลยุทธ์ด้านความยั่งยืนและจัดทำแผนการดำเนินงาน ซึ่งกระบวนการคัดเลือกเนื้อหาและการประเมินประเด็นสำคัญของบริษัทฯ (Materiality Matrix) มีดังนี้

ทำความเข้าใจบริบทองค์กร
ทบทวนบริบทองค์กรและการดำเนินงานของธุรกิจตลอดจนห่วงโช่คุณค่าและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและทิศทางของกฎหมาย กฎระเบียบที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของธุรกิจ
ระบุผลกระทบที่เกิดขึ้นและอาจเกิดขึ้น
มีการหารือผ่านการประชุมต่าง ๆ กับ หน่วยงานภายในและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอกเพื่อระบุผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง และอาจเกิดขึ้นจากประเด็นที่มีผลต่อบริษัทฯ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และ สิทธิมนุษยชน
การประเมินนัยสำคัญของผลกระทบ
ประเมินความสำคัญของผลกระทบที่ระบุไว้ โดยพิจารณาจากระดับและขอบเขตของผลกระทบโอกาสที่จะเกิดผลกระทบรวมถึงผลกระทบที่ไม่สามารถแก้ไขได้
การจัดลำดับความสำคัญของผลกระทบ
นำประเด็นสาระสำคัญมาจัดลำดับตาม (Materiality Matrix) โดยพิจารณาผลกระทบที่มีต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผลกระทบที่มีต่อการดำเนินงานของบริษัทฯ โดยแบ่งเป็น สูงมาก สูง ปานกลาง ต่ำ

บริษัทฯ ได้จัดลำดับความสำคัญของประเด็นเป็น 3 ลำดับ สูง ปานกลาง ต่ำ ผลการประเมินของประเด็นสาระสำคัญด้านความยั่งยืนได้ถูกนำเสนอต่อคณะกรรมการกำกับความเสี่ยงด้านบรรษัทภิบาลและพัฒนาความยั่งยืน เพื่อทบทวนตรวจสอบความถูกต้องของการจัดลำดับความสำคัญ และสอดคล้องกับกลยุทธ์ของบริษัทฯ ดังนี้

แผนภาพแสดงประเด็นที่สำคัญ (Materiality Matrix)

แผนภาพแสดงประเด็นที่สำคัญ
ประเด็นที่มีความสำคัญสูงและส่งผลกระทบต่อธุรกิจสูง
  • 1 การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • 2 การกำกับดูแลกิจการที่ดีและมีจริยธรรม
  • 3 คุณภาพของสินค้าและการให้บริการ
ประเด็นที่มีความสำคัญปานกลางและส่งผลกระทบต่อธุรกิจปานกลาง
  • 4 การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
  • 5 การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม
  • 6 การบริหารจัดการห่วงโซอุปทาน
ประเด็นที่มีความสำคัญต่ำและส่งผลกระทบต่อธุรกิจต่ำ
  • 7 ความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน